สวัสดีปิดเทอม...
 
หายหน้ากันไปนานเลย ^^
 
ช่วงนี้ครูศิลปะอย่างฉันงานเข้าอย่างเเรงทีเดียว
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีปลายสายโทรมาเเจ้งว่า..
 
โรงเรียนที่ฉันเคยสอนขาดครูอยากให้มาช่วย
 
ครูศิลปะเลยต้องรับหน้าที่มาเป็นครูติวเข้าป.1 แบบชั่วคราว (อยากเข้ารร.ดังๆ ก็ต้องติว)
 
 
ฉันสอนโรงเรียนนี้มาเกือบ 5 ปีแล้ว
 
ไปๆ หยุดๆ จนครูที่เคยทำงานด้วยกันเปลี่ยนหน้าไปหมด
 
มีเเต่ครูรุ่นน้องหน้าใหม่ๆ เข้ามาเเทน...
 
 

มาทำงานเข้าสู่วันที่  3
 
ก็พบว่ามีเด็กผู้ชายคนหนึ่งร้องไห้เสียงดังลั่นทุกครั้งที่มาโรงเรียน

เช้านี้ก็เป็นอีกเช้าหนึ่ง ฉันเจอคุณเเม่น้องส่งกระเป๋าให้ฉัน แล้วบอกว่า "ของน็อต"

จากนั้นก็รีบเปิดประตูออกไป ..
 
เด็กน้อยร้องไห้วิ่งตาม เรียกชื่อคุณเเม่ของตัวเอง
 
กลับถูกมองกลับมาด้วยสายตาเย็นชาและท่าทีที่เรียบเฉย
 
อาจจะเป็นเพราะอายผู้ปกครองคนอื่นด้วย เลยทำให้เป็นเช่นนั้น
 
เเต่สิ่งที่คนเป็นเเม่อาจไม่รู้คือ สายตาเเบบนี้อาจจะสร้างเเผลในใจให้เด็กจำฝังใจเเบบไม่ลืม
 
ฉันมองดูอาการเขาอย่างสนใจเป็นพิเศษ..
 
 
 
  
การมาโรงเรียนในวัยอนุบาล 2 ไม่น่าจะใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเด็กคนหนึ่ง
 
4 ชั่วโมง ที่อยู่ในห้อง..น้องยอมเรียมเเต่โดยดี
 
แต่ยังคงสะอึกสะอื้นร้องไห้ไม่หยุด มีครูหลายคนเเวะเวียนมาบอกว่า
 
อย่าร้องไห้ เดี๋ยวคุณเเม่มารับ เดี๋ยวก็ได้กลับบ้านเเล้ว..
 
พอถึงชั่วโมงการสอนของฉัน ฉันกอดเขา..เพื่อให้เขารู้สึกสงบขึ้น
 
ท่าทีเขาอ่อนลงและเริ่มนั่งลงบนตักฉัน
 
สิ่งที่สัมผัสได้ในทันทีคือ น็อตเป็นเด็กไม่ดื้อ ไม่ซน จากคำพูดของเขาเอง
 
ฉันชวนคุยว่า มาโรงเรียนไม่สนุกหรอคะ
 
บางทีก็สนุกคับ
 
แล้วทำไมหนูต้องร้องไห้ด้วยล่ะ
 
หนูเพิ่งมา หนูมาไม่กี่ครั้ง..
 
อ๋อ...มันยังไม่ชินใช่มั้ยลูก
 
ใช่ หนูยังไม่ชิน..
 
 
คำที่ผู้ใหญ่อย่างเราใช้บ่อยคือคำว่า ไม่ ห้าม อย่า...
 
และเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เด็กสักคนจะร้องไห้เมื่อไปโรงเรียน
เรามีคำตอบเดียวในใจที่ต่างคิดกันเอาเองคือ เด็กไม่อยากไป
และเมื่อไม่ไปก็ต้องบังคับ
 
เเต่เราลืม การหาคำตอบที่เเท้จริงไปซะสนิท ..
 
 
ฉันไม่มีความรู้ในเรื่องจิตวิทยาเด็กเท่าไหร่
ได้แต่เออ ออเอาเองว่า หัวใจ น่าจะเป็นหลักจิตวิทยาพื้นฐานของทุกสิ่งอย่างบนโลกนี้
เเม้กระทั่งอาการน้ำลายไหลเมื่อได้ยินเสียงสั่นกระดิ่งก็เถอะ
 
และฉันก็เชื่อว่าสิ่งที่ฉันควรจะเรียนรู้เพื่อจะเข้าถึงพื้นฐานจิตใจของใครสักคน
 
น่าจะเป็นเรื่องเดียวกับอารมณ์ ความรู้สึก ที่ศิลปะบอกไว้
 
 
 
 
บางทีเด็กก็มีเหตุผลมากกว่าผู้ใหญ่อย่างเราซะอีกนะ..ถ้าเราอยากฟัง..
 
 
 
 
วัยอนุบาลของฉันในวันที่ตัวเท่าน็อต
 
พ่อกับเเม่ส่งฉันไปเรียนโรงเรียนเตรียมความพร้อมเเถวๆ บ้านก่อนที่ปีหน้าจะเข้าอนุบาล
 
ฉันบอกพ่อว่า ฉันไม่อยากนอนกลางวันที่โรงเรียน

พ่อสัญญากับฉันว่า ถึงเวลานอนเมื่อไหร่ พ่อจะไปรับฉันกลับทันที

แล้วพ่อก็ทำตามสัญญาจริงๆ
ทั้งๆ ที่ครูใหญ่บอกว่าทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะจะเป็นตัวอย่างไม่ดีกับเด็กคนอื่น
แต่พ่อให้เหตุผลว่า แค่อยากให้ฉันค่อยๆ ปรับตัวเเละเคยชินกับการมาโรงเรียน
มาได้เเค่ไหน ก็เเค่นั้นพอ...
 
 
 
 
สิ่งที่มากกว่ากฎระเบียบใดๆ ในวันนั้น คือการที่พ่อรักษาสัญญา
 
และทำให้หัวใจดวงเล็กๆ ไม่ได้รู้สึกถึงการถูกทอดทิ้ง
 
ฉันเริ่มอยู่โรงเรียนได้นานขึ้นเมื่อมีเพื่อน มีครูที่รู้ใจ
 
และเมื่อ 3 อาทิตย์ผ่านไปก็เริ่มนอนกลางวันที่โรงเรียนได้
โดยไม่ร้องไห้กลับบ้านเหมือนก่อน
 
 
ทุกอย่างต้องอาศัยเวลาในการปรับตัว และความสามารถในการปรับตัว
ของฉันก็อาจจะมีไม่เท่าเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน

............................................................................................................................

สมัยเรียนปริญญาตรี เทอมสุดท้าย ฉันเลือกไปฝึกงานคนเดียว
เพราะคิดว่าในชีวิตจริงเราคงไม่สามารถเลือกไปทำงานกับเพื่อนได้
3 เดือนในการเป็นนักศึกษาฝึกงานของฉัน ฉันเคยนั่งร้องไห้ตอนกลับบ้านบนรถเมล์
 
ไม่ใช่เพราะว่าฉันไปอยู่ในสังคมที่ไม่ดี
 
เเค่ฉันรู้สึกว่า การทำงานจริงนั้นไม่เหมือนในตำราที่ครูสอน
 
และฉันก็ยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ที่มีเพื่อนต่างวัยได้
 
 
............................................................................................................................
 
 
พอโตมาในวัยที่ใช้คำว่าผู้ใหญ่ได้เต็มปาก
 
อีกครั้งที่ฉันเคยอยากร้องไห้กลับบ้านคือ
วันเเรกๆ ที่ฉันไปเป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัย
 
ในวันที่ hi5 น่าสนใจกว่าครูที่ยืนถือไมค์พูดอยู่หน้าห้องอย่างฉัน..
 
  
............................................................................................................................
 
 
 
เหมือนว่าความเป็นเด็กในตัวเรายังพร้อมที่จะออกมางอแงในวันที่เรารู้สึกเดียวดายเสมอ
 
ทุกคนล้วนเเล้วเเต่มีความเป็นเด็กอยู่ในตัว ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องไปอยู่ในสังคมเเบบไหน
 
วุฒิภาวะเมื่อเรามีอายุมากขึ้น ทำให้เรารับมือและสามารถควบคุมน้ำตาตัวเองได้ดีกว่า
 
เท่านั้นเอง
 
 
 
ฉันว่า เราลืมเหตุผลจริงๆ ข้อนี้ไปซะสนิท
 
 
 
โลกแห่งเทคโนโลยีเริ่มสอนให้เราใช้เวลาอยู่คนเดียวได้น้อยลง

เราอยากมีเพื่อน อยากแชร์เรื่องราวส่วนตัวมากขึ้น

จากรายงานที่พบว่าใน 1 นาทีจะมีผู้ใช้โทรศัพท์มากถึง 350,000 สาย

ยิ่งตอกย้ำว่า เราต้องการใครบางคนอยู่ข้างๆ ให้เรารู้สึกปลอดภัย และไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

 
............................................................................................................................
 
หลังจากส่งเด็กๆ เข้านอน พักกลางวันนี้..
 
ฉันนั่งกินข้าวในโรงอาหารของโรงเรียนท่ามกลางเพื่อนครูรุ่นน้อง
 
ที่คุยกันเสียงดังบนโต๊ะอาหารเรื่องโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ราคาเเพง

ฉันได้เเต่มองหน้าคนนั้นพูดที คนโน้นพูดที โดยปราศจากคำพูดโต้ตอบใดๆ

 
ในการรวมกลุ่มกลับมีความรู้สึกแปลกเเยกและไม่คุ้นเคยอยู่ในนั้น
ฉันไม่เเปลกใจที่ตัวเองทำไมถึงเข้าใจอารมณ์ในคำตอบนี้ได้ดี
 
 
แม่จ๋า หนูอยากกลับบ้านอีกเเล้ว...